พระสูตร: อาหารของอวิชชา วิชชา และวิมุตติ

อาหารของอวิชชา

ภิกษุทั้งหลาย ! ที่สุดในเบื้องต้นของอวิชชา ย่อมไม่ปรากฏ,
ก่อนแต่นี้อวิชชา มิได้มี, แต่ว่าอวิชชา เพิ่งมีต่อภายหลัง.

อวิชชา ย่อมปรากฏ เพราะมีสิ่งนี้ สิ่งนี้เป็นปัจจัย ดังนี้ :

ภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า ถึงแม้อวิชชานั้น
ก็เป็นธรรมชาติมีอาหาร หาใช่ธรรมชาติที่ไม่มีอาหารไม่.

ก็อะไรเล่าเป็นอาหารของ อวิชชา ?
คำตอบพึงมีว่า “นิวรณ์ทั้งหลาย ๕ ประการเป็นอาหารของอวิชชา” ดังนี้...

ก็อะไรเล่าเป็นอาหารของ นิวรณ์ทั้งหลาย ๕ ประการ ?
คำตอบพึงมีว่า “ทุจริตทั้งหลาย ๓ ประการ” ดังนี้...

ก็อะไรเล่าเป็นอาหารของ ทุจริตทั้งหลาย ๓ ประการ ?
คำตอบพึงมีว่า “การไม่สำรวมอินทรีย์” ดังนี้...

ก็อะไรเล่าเป็นอาหารของ การไม่สำรวมอินทรีย ์?
คำตอบพึงมีว่า “ความเป็นผู้ไม่มีสติสัมปชัญญะ” ดังนี้...

ก็อะไรเล่าเป็นอาหารของ ความเป็นผู้ไม่มีสติสัมปชัญญะ ?
คำตอบพึงมีว่า “อโยนิโสมนสิการ” ดังนี้...

ก็อะไรเล่าเป็นอาหารของ อโยนิโสมนสิการ ?
คำตอบพึงมีว่า “ความไม่มีสัทธา” ดังนี้...

ก็อะไรเล่าเป็นอาหารของ ความไม่มีสัทธา ?
คำตอบพึงมีว่า“การไม่ได้ฟังพระสัทธรรม” ดังนี้...

ก็อะไรเล่าเป็นอาหารของ การไม่ได้ฟังพระสัทธรรม ?
คำตอบพึงมีว่า “การไม่คบสัตบุรุษ” ดังนี้...

ภิกษุทั้งหลาย! อาหารแห่งอวิชชา ย่อมมีได้ด้วยอาการอย่างนี้
และสมบูรณ์แล้วด้วยอาการอย่างนี้.

เครดิต: พุทธวจน อริยสัจจากพระโอษฐ์ facebook

---------------------------------------

อาหารของวิชชาและวิมุตติ


ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าว

วิชชาและวิมุตติว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของวิชชาและวิมุตติ ควรกล่าวว่า "โพชฌงค์ ๗"

แม้โพชฌงค์ ๗ เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของโพชฌงค์ ๗ ควรกล่าวว่า "สติปัฏฐาน ๔" 

แม้สติ ปัฏฐาน ๔ เราก็กล่าวว่ามีอาหารมิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของสติปัฏฐาน ๔ ควรกล่าวว่า "สุจริต ๓"

แม้สุจริต ๓ เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็น อาหารของสุจริต ๓ ควรกล่าวว่า "การสำรวมอินทรีย์"

แม้การสำรวมอินทรีย์เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของการสำรวมอินทรีย์ ควรกล่าวว่า "สติสัมปชัญญะ" 

แม้สติสัมปชัญญะเราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของสติสัมป ชัญญะ ควรกล่าวว่า "การทำไว้ในใจโดยแยบคาย"

แม้การทำไว้ในใจโดยแยบคายเราก็กล่าวว่ามี อาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของการกระทำไว้ในใจโดยแยบคาย ควรกล่าวว่า "ศรัทธา" 

แม้ศรัทธาเราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของศรัทธา ควรกล่าวว่า "การฟังสัทธรรม" 

แม้การฟังสัทธรรมเราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของการฟังสัทธรรม ควรกล่าวว่า "การคบสัปบุรุษ" 

 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการดังนี้ 

การคบสัปบุรุษที่บริบูรณ์ย่อมยังการฟังสัทธรรมให้บริบูรณ์ 

การฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์ ย่อมยังศรัทธาให้บริบูรณ์ 

ศรัทธาที่บริบูรณ์ ย่อมยังการทำไว้ในใจโดยแยบคายให้บริบูรณ์ 

การทำไว้ในใจโดยแยบคายที่บริบูรณ์ ย่อมยังสติสัมปชัญญะให้บริบูรณ์ 

สติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์ ย่อมยังการสำรวมอินทรีย์ให้บริบูรณ์ 

การสำรวมอินทรีย์ที่บริบูรณ์ ย่อมยังสุจริต ๓ ให้บริบูรณ์ 

สุจริต ๓ ที่บริบูรณ์ ย่อมยังสติปัฏฐาน ๔ ให้บริบูรณ์

สติปัฏฐาน ๔ ที่บริบูรณ์ ย่อมยังโพชฌงค์ ๗ ให้บริบูรณ์ 

โพชฌงค์ ๗ ที่บริบูรณ์ย่อมยังวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์ 


วิชชาและวิมุตตินี้มีอาหารอย่างนี้ และบริบูรณ์อย่างนี้ ฯ 

เครดิต: รัตนะ 5 พุทธวจน facebook